"เขาว่าคนไทยอ่านหนังสือกันวันละ 8 บรรทัด"

ประโยคนี้ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยพูดให้นักศึกษาในห้องฟัง เมื่อครั้งมาบรรยายเรื่องธรรมศาสตร์และพื้นที่ท่าพระจันทร์

สิ่งที่ผมประสบในวันนี้ คล้ายกับเป็นการตอกย้ำประโยคนั้นเข้าไปอีก

 

วันนี้ผมเข้าห้องบรรยายวิชา สัมมนานโยบายและการวางแผนทางธุรกิจ  มีควิซครับ

โจทย์ข้อหนึ่งเป็นอย่างนี้

 

"คุณเพ็ญศรีแอบไปบ่นกับลูกน้องว่าคุณวิชัยและคุณปัทย์ไม่อยู่กับร่องกับรอยเพราะเวลาให้คิดเชิงกลยุทธ์ก็ให้คิดนอกกรอบ ไม่ติดกับรูปแบบแต่ตอนวางแผนกลับให้ยึดระเบียบแบบแผนแนวปฏิบัติแบบเป็นทางการ ดังนั้นกลยุทธ์ของบริษัทคงจะมั่วแน่ๆ เพราะที่มาที่ไปไม่สอดคล้องกันเลยอย่างไรก็ตามจะพบได้ว่าข้อสังเกตและสิ่งที่เพ็ญศรีสรุปเกี่ยวกับการคิดและวางแผนเชิงกลยุทธ์นั้นสอดคล้องกับทฤษฎีเพราะในการวางแผนและการคิดนั้นจะมีกระบวนการที่กลับด้านกันหลายเรื่อง"

 

คำตอบจะต้องตอบเป็นถูกหรือผิดครับโจทย์ข้อนี้เป็นข้อสุดท้ายที่มีมาก่อนหน้านี้ 19 ข้อและทุกข้อเล่าต่อกันมาเรื่อยๆคุณเพ็ญศรีเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทที่คุณวิชัยเป็นเจ้าของและคุณปัทย์เป็นผู้วางแผนเชิงกลยุทธ์ คุณเพ็ญศรีถือว่าเป็น stereotypeของพนักงานบัญชีทีเดียวที่ดูจะ conservative สุดฤทธิ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อนี้เกี่ยวกับทฤษฎี ความเข้าใจในธรรมชาติของภาษาและสิ่งพื้นฐานที่สุดในการทำข้อสอบ นั่นคือการเข้าใจโจทย์

ผมพบว่า ข้อนี้อาจารย์ต้องอ่านโจทย์ถึงสองครั้งเพื่อจะให้นักศึกษาเข้าใจ(ควิซแบบอ่านแล้วทำตามไปเรื่อยๆให้ข้อละนาทีตอบ ฉายคำถามบนกระดานด้วย)และเมื่อเฉลยข้อนี้แทบจะเป็นข้อที่เฉลยนานที่สุด เนื่องจากคนไม่เข้าใจโจทย์

ส่วนมาก คนที่ไม่เข้าใจจะงงตรงที่ "ดังนั้น กลยุทธ์ของบริษัทคงจะมั่วแน่ๆ" กับส่วนที่ว่า "อย่างไรก็ตามจะพบได้ว่าข้อสังเกตและสิ่งที่เพ็ญศรีสรุปเกี่ยวกับการคิดและวางแผนเชิงกลยุทธ์นั้นสอดคล้องกับทฤษฎี" เนื่องจากงงว่ามันจะเอายังไงกันแน่ แต่สำหรับคนที่อ่านหนังสือมามากหน่อย มีประสบการณ์ทางการอ่านแบบนี้บ้างจะเข้าใจโจทย์ในเวลาไม่นาน ผมเองก็เข้าใจในเวลาไม่นานนัก

ผมได้สรุปคร่าวๆจากการที่เห็นเพื่อนร่วมห้องกว่าค่อนห้องงงเป็นไก่ตาแตกกับโจทย์ข้อนี้ ว่า คนไทยส่วนมากขาดประสบการณ์การอ่านแบบcritical reading จะว่าไปแล้ว ตัวอย่างนี้ยังไม่ถึงกับเป็น criticalreadingแต่เป็นการอ่านเพื่อเข้าใจจุดประสงค์ของคนเขียนซึ่งเป็นส่วนย่อยๆของcritical reading

เมื่อเข้าใจจุดประสงค์ของคนเขียนแล้ว คำถามง่ายๆที่ปรากฏสู่สายตาก็คือ "ข้อสังเกตและสิ่งที่เพ็ญศรีสรุปเกี่ยวกับการคิดและวางแผนเชิงกลยุทธ์นั้น สอดคล้องกับทฤษฎีเพราะในการวางแผนและการคิดนั้นจะมีกระบวนการที่กลับด้านกันหลายเรื่อง"ส่วนข้างหน้าไม่ได้มีไว้เพื่อลวงแต่เป็นเพื่อแสดงความคิดเห็นของตัวละครในโจทย์มิได้เกี่ยวกับคำถามแต่อย่างใด เมื่อเราเข้าใจคำถามแล้ว และรู้ทฤษฎีบวกกับความเข้าใจทางด้านภาษาระหว่างคำว่า วิเคราะห์(analysis)กับสังเคราะห์(synthesis) ซึ่งอยู่คนละขั้วกันเราก็จะตอบได้ว่าโจทย์นี้ผิดหรือถูก

 

คำตอบข้อนี้ตอบว่า ถูก

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ครับ ใช่เลยครับ ขณะที่ฝรั่งมันอ่านหนังสือสปัดาห์ละสองเล่ม....ความห่างชั้นกันคนละขั้ว

ลองดูสื่อที่คนไทยอ่านใน Seven Eleven สิครับมีอะไรบ้าง เพิ่ม GDP ~ได้สักเล่มไหม
ซุบซิบดารา,พระเครื่อง,หินมงคล บ้าบอคอตูดเต็มไปหมด นั่นแหละครับ...
Hot! ผมก็งงกับคำถามและข้อเขียนของคุณนะ แสดงว่าผมก็คงอ่านหนังสือไม่แตกเพราะอ่านหนังสือน้อยอย่างที่คุณวิเคราะห์

แต่...










การอ่านหนังสือจำพวกที่ขายใน Seven Eleven,ซุบซิบดารา,พระเครื่อง,หินมงคล แล้วมันไม่ดียังไง

อวดรสนิยมว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นงั้นหรือ?

#2 By บุญเปรื่อง on 2008-08-29 08:22

เสริมจากคุณ Shuu .... จริงๆ อยากให้อ่านอะไรที่จรรโลงสังคม เพิ่ม GHP มากกว่า GDP ค่ะ
.
.
ทุนนิยมและเงินก็สำคัญนะ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง บางทำคำนึงถึงสังคมดดยรวมบ้าง มีเงินไม่มากเท่าไหร่ แต่ประเทศไทยคงน่าอยู่ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
.
.
หนังสืออะไรก็อ่านไปเถอะ เพิ่มรอยหยักในสมอง ... ถ้าปลูกฝังจนเป็นนิสัยรักการอ่าน โตขึ้นก็จะแยกแยะได้เองล่ะค่ะ ว่าจะเลือกเสพอันไหน ... เพราะจริงๆ แล้วไอ้หนังสือที่มีในเซเว่นใช่จะเลวร้าย แต่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะอ่านแบบนั้นเองต่างหาก

#3 By ArchmaniaC on 2008-08-29 08:46

ตอบ #2

ซุบซิบดารา อ่านแล้วมันมีอะไรดีล่ะครับ อ่านเอาสนุกๆคงได้ แต่อ่่านมากๆ ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น A เป็นกิ๊กกับโน่นนี่ ไอ้นี่เลิกกันแล้ว...อ่านจบ....[แล้วไง

หินมงคล พระเครื่อง มันแสดงให้เห็นว่าคนไทยบ้าวัตถุ ค้นหาแต่โชคลาง แต่ทำไมไอ้คนขายไม่เห็นจะรวยตามคำอวดอ้างล่ะ confused smile

ไม่ได้โอ้อวดอะไรหรอกครับ
เสริมนิด งานวิจัยที่คุณเจ้าของบล็อกบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือ ปีละ 8 บรรทัด เขาวัดจากหนังสือที่มันมีประโยชน์นะครับ ไม่วัดจาก ซุบซิบดารา หรือพวกหนังสือการ์ตูน....

หนังสืออย่างพวก การเมือง เศรษฐกิจ ถามจริงเถอะคนไทยซักกี่คนที่อ่าน....ไม่งั้นคงไม่มีเหตุการณ์โชติศักดิ์หรอกครับ
เห็นด้วยกับดาวแดงbig smile





ขอนอกเรื่องนิดนึง เราคิดว่ากรรมไซเบอร์ชอบทำให้blogของคนอื่นเป็นเหมือน"กระโถน"

(เหมือนที่เราทำตอนนี้)

#6 By on 2008-08-29 13:27

ย้งไงล่ะครับ กระโถนในนิยามของคุณน่ะ...??
เอ่อ...กลายเป็นเวทีทะเลาะกันไปแล้วsad smile

คำว่า "เขาว่ากันว่า" น่าจะมีการพิสูจน์ทางสถิติให้เห็นนะครับ เพราะเลขปัจจุบันน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

อนึ่ง ประสบการณ์ในการอ่าน ทำให้คนเข้าใจการอ่านได้หลายแนวมากขึ้น ไม่สำคัญว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหนหรอกครับ

#8 By on 2008-08-29 20:15

ในแง่เศรษฐศาสตร์ ซื้อหนังสือในเซเว่น เพิ่มจีดีพีแน่นอนครับ แต่เพิ่มเมล็ดความคิดด้วยหรือไม่ ไม่ทราบได้

นักเศรษฐศาสตร์ที่แท้ไม่สนใจเรื่องจีดีพี คนสนใจจีดีพีคือพวกที่นั่งหน้าจอตามห้องค้าหุ้นทั่วโลก

ยังไงก็แล้วแต่ ผมว่า วันละ 8 บรรทัดนี่ดีกว่าที่คนชอบพูดเรื่อยเปื่อยว่าปีละ 8 บรรทัด

นั่นก็เกินไป

#9 By cyborg9 on 2008-08-29 20:20

จากการศึกษาพฤติกรรมการอ่านหนังสือของประชากรอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครั้งล่าสุดในปี 2548 พบข้อมูลร้อยละของผู้อ่านหนังสือจำแนกตามประเภทของหนังสือและวัยของประชากร ดังนี้
-หนังสือพิมพ์ 25.3(วัยเด็ก) 77.5(วัยรุ่น) 89.4(วัยทำงาน) 79.2(ผู้สูงอายุ)
-นิตยสาร 14.2(วัยเด็ก) 49.4(วัยรุ่น) 42.2(วัยทำงาน) 20.9(ผู้สูงอายุ)
-วารสารฯ 11.7(วัยเด็ก) 35.6(วัยรุ่น) 32.6(วัยทำงาน) 21.5(ผู้สูงอายุ)
-นวนิยาย/การ์ตูนฯ 66.0(วัยเด็ก) 65.6(วัยรุ่น) 31.8(วัยทำงาน) 11.8(ผู้สูงอายุ)
-ตำราเรียนตามหลักสูตร 92.3(วัยเด็ก) 51.5(วัยรุ่น) 6.7(วัยทำงาน) 2.8(ผู้สูงอายุ)
-ตำรา/หนังสือความรู้ 33.0(วัยเด็ก) 40.2(วัยรุ่น) 25.3(วัยทำงาน) 33.3(ผู้สูงอายุ)
-อินเทอร์เน็ต 4.7(วัยเด็ก) 20.3(วัยรุ่น) 8.8(วัยทำงาน) 1.7(ผู้สูงอายุ)
-อื่นๆ 3.5(วัยเด็ก) 8.1(วัยรุ่น) 5.6(วัยทำงาน) 5.6(ผู้สูงอายุ)
โดยประชากรมีแนวโน้มการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 61.2(ปี2546) เป็นร้อยละ 69.1(ปี 2548)
สถิติข้างต้นมีข้อสังเกตหลายประการ แต่ผมมีข้อสังเกตมากที่สุดคือ หนังสือประเภทตำราความรู้ อินเทอร์เน็ต และวารสาร คนอ่านน้อยที่สุดทุกวัย โดยเฉพาะหนังสือประเภทตำราความรู้ ซึ่งที่จริงคนวัยทำงานน่าจะอ่านมากขึ้นแต่กลับเป็นวัยที่อ่านน้อยที่สุด ทำให้น่าเป็นห่วงเรื่องการใช้ความรู้เป็นฐานเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฎิบัติงานของคนไทย ...

credit:
http://gotoknow.org/blog/tanes/42236

ตกลงคุณข้างบนตอบผมได้หรือยังว่ากระโถนในนิยามของคุณแปลว่าอะไร ถ้าเทียบกับบล็อกโฆษณาพื้นที่เว็บในเน็ตแสนแพงของคุณ question
เอ้า ไม่ตอบ เงียบกริบ question ถามมาตั้งหลายปีแล้ว ใบ้กินหันหมดเลยหรือครับ