เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤๅจึงมุ่งมาศึกษา?
posted on 28 Aug 2008 02:17 by dieweltช่วงนี้ก็เป็นช่วงหลังรับปริญญา คาดว่ามหาวิทยาลัยปิดหลายๆแห่งในกรุงเทพคงจะรับปริญญากันเสร็จไปหมดแล้ว
ช่วงเวลาของการรับปริญญาคือความสุขของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะโบยบินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ไปสู่ชีวิตของการทำงานการมีครอบครัว วันรับปริญญาของทุกมหาวิทยาลัยจึงมีดอกไม้ของขวัญต่างๆมากมายมาขาย มีรับถ่ายรูป รับแต่งหน้าเรียกได้ว่าเงินจากกระเป๋าบัณฑิตและพ่อแม่บัณฑิตได้หมุนไปหาคนทำอาชีพส่วนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยก็ไม่น้อยหน้าเมื่อมีประเพณีการ "บูมแล้วให้ตังค์"เงินส่วนนี้ส่วนมากจะถูกนำไปผลาญต่อในอีก "ประเพณี" ร้อยแปดที่จะสรรสร้างขึ้นมาในหมู่ "ปัญญาชน"
..
ในสมัยหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาต้องแยกตัวออกมาจากคณะรัฐศาสตร์เนื่องด้วยความนิยมในสาขาวิชา ในปัจจุบันสิ่งนั้นเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือถึงจะมีใครบอกว่าเลือดใหม่ของคณะนี้กำลังจะมาก็เถอะ
สิ่งแวดล้อมรอบกายบอกเราในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันบนผืนโลกว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งธุรกิจและการแข่งขันที่มีเงินเป็นที่ตั้งเมื่อสิ่งแวดล้อมสอนเราแบบนี้ เราจึงต้องเลือกอยู่ฝั่งที่ปลอดภัยกว่านั่นคือ ทำเงินให้เยอะเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตจึงเป็นผลพวงมาถึงคณะที่นักเรียนม.6 เลือกตอนเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยสาขาวิชาที่ทำเงินได้ดีจะมีคะแนนสูงกว่าสาขาที่สามารถทำเงินได้ต่ำกว่าคณะสังคมวิทยาฯ เป็นคณะหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ึคิดว่า"เรียนไปแล้วจะเอาไปทำห่าอะไร" ความนิยมก็ลดต่ำลงไปอย่างเข้าใจได้ในขณะที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรใหม่ๆผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดจนผมไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเด็กคณะรัฐศาสตร์ไม่ค่อยชอบคณะผม
อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกำลังจะตายไปกับสิ่งแวดล้อมรอบกายในยุคนี้ก็คือ คำว่าอุดมการณ์ที่กลายเป็นเพียงคำสวยหรูที่นำมาแบ่งชั้นวรรณะและเป็นข้ออ้างเพื่อแสดงความชอบธรรมสำหรับการกระทำบางอย่างในเมื่อสิ่งที่นิสิตนักศึกษาร่ำเรียนมันก็เพื่อตัวเองทั้งนั้น
"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤๅจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ"
ถ้าหากนี่เป็นคำถาม เหตุผลที่กล่าวมานั้น เพียงพอสำหรับที่จะตอบว่า ใช่
เมื่อสมัยผมอยู่ปีหนึ่ง ผมเจอลุงคนหนึ่งบนรถเมล์แกเข้ามาถามเรื่องโทรศัพท์มือถือ ลูกแกซื้อให้แล้วแกใช้ไม่เป็นมันเป็นมือถือโนเกียรุ่นประมาณ 3310 ผมอธิบายวิธีใช้ให้แกไปคร่าวๆจากนั้นเราสองคนก็นั่งรถต่อกันไปด้วยความเงียบ สักพัก.. แกเอ่ยปากถามผมว่า"หนู.. เรียนอยู่ที่ไหน" ผมตอบไปว่าธรรมศาสตร์ แล้วแกก็ถามคณะถามว่าเรียนยากไหม และคำถามก็มาสุดอยู่ที่ "รู้เรื่องหกตุลาไหม"ผมหันไปหาแก แกบอกว่า "สมัยนี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้กันแล้วนะ"ผมบอกแกไปว่า "ผมรู้ครับ"
..
ก่อนเราจะจากกัน แกจับบ่าผมแล้วพูดสองสามคำ
..
จวบจนวันนี้ ผมยังรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกผมได้พบและพูดคุยกับอดีตสหายคนหนึ่งวันนี้เขากลายเป็นลุงแก่ๆที่ใช้มือถือไม่เป็นเมื่อก่อนเขาคงจับปืนถนัดมือทีเดียว
สองสามคำที่เขาพูดกับผมวันนั้น "ช่วยคนจนด้วยนะหนู"
..
ผมเพิ่งมาเข้าใจความหมายหลังวันนั้นเกือบหนึ่งปี
ทำไม "ช่วยคนจนด้วยนะหนู" จึงสะกิดใจคุณดาวแดงล่ะ?
.
.
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็แอบรู้สึกปลื้มไปกับคุณดาวแดงด้วยค่ะ
#1 By ArchmaniaC on 2008-08-28 08:36