ธรรมศาสตร์และท่านผู้นำ
posted on 10 Mar 2008 23:45 by dieweltจากเอนทรี่ที่แล้ว สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง ผมสรุปประเด็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดังนี้ครับ
ว่าด้วยผู้ประศาสน์การและอธิการบดี
เริ่มแรกมธก.ก่อตั้งโดยมีตำแหน่งผู้ประศาสน์การ คือ นายปรีดี พนมยงค์ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอธิการบดีพร้อมกับเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นจนนายปรีดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ในปีพ.ศ. 2490 อธิการบดีคนแรกคือ จอมพล ป.(แปลก) พิบูลสงคราม.. เริ่มเห็นแนวโน้มแล้วใช่ไหมครับ?
สืบเนื่องมาจาก ความขัดแย้งกันของผู้นำคณะราษฎรสองฝ่ายคือ ฝ่ายทหารและพลเรือน อธิการบดีเวลานั้น ก็คือ จอมพลแปลก นั่นแหละเลยสั่งให้สร้างหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ในปี 2497 ที่อ.ชาญวิทย์บอกว่าเป็น "ตึกแข็งกระด้างสีเขียวไร้รสนิยม" เพื่อบดบังทัศนียภาพของตึกโดม สัญลักษณ์ของผู้ประศาสน์การปรีดีจากท้องสนามหลวง
เมื่อผู้ประศาสน์การปรีดีลี้ภัยไปต่างประเทศก็เกิดประเด็นขึ้นอีก เนื่องจากนายปรีดีเป็นผู้ "ประศาสน์" ปริญญา(ธรรมศาสตร์บัณฑิต)ให้แก่ศิษย์ของสำนัก การพระราชทานปริญญาบัตรจึงจุติขึ้นในธรรมศาสตร์ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2493 โดยในหลวงรัชกาลที่ 9
เหตุผลหลักๆของการพระราชทานปริญญาบัตร เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย และสิ้นสุดความเป็นมหาวิทยาลัยเปิด น่าจะเป็นความตั้งใจที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนจุดยืนจากการเป็น"บ่อน้ำ"ของราษฎรไปเป็น"หอคอยงาช้าง"ที่ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าถึง ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาระดับอุดมศึกษากับประชาชน สร้างค่านิยมให้เหมือนกับจุฬา(จนมีนักศึกษาไปขอเพลงพระราชทานเป็นเพลงมหาวิทยาลัย)
ยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากยุคจอมพลแปลกเป็นยุคจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้ให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เข้าสู่ระบบเอ็นทรานซ์เพื่อตัดสิทธิ์ชนชั้นล่าง ให้มีแต่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเท่านั้นที่เข้าศึกษาได้ รวมทั้งได้ใช้วิถีแห่งศักดินา ความฟุ้งเฟ้อหล่อหลอมให้พลังทางการเมืองของนักศึกษาอ่อนฤทธิ์ลง(ยุคสายลมและแสงแดด) สิ่งเหล่านี้ประสบความสำเร็จเรื่อยมาจนถึงยุค 14 ตุลา ดังนั้นจึงพูดได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยยุคหลังคณะราษฏร(ที่ลดความสำคัญของสถาบันนี้ไปมาก)ได้กลับมาฟื้นฟูขึ้นใหม่ในเวลาที่ความเข้มแข็งของธรรมศาสตร์ลดลง
นัยยะของเพลง ยูงทอง
ท่อนหนึ่งของบทเพลง
"..ทรงธรรมปานดังตราชูเด่น
ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้
พิทักษ์รักษาเชิดชูไว้
อบอุ่นใจไปทุกกาล.."
**เกร็ดเล็กน้อย - ตราชูคือ ตราของคณะนิติศาสตร์ที่เป็นรูปตาชั่ง
คำถามจากผม : ประธานในประโยคคือใคร?
คิดหนักมากครับ คำถามนี้
หากจะให้ตัวมหาวิทยาลัยเป็นประธาน จะได้อย่างไร ในเมื่อ "ทรง" เป็นราชาศัพท์
จะให้นายปรีดีเป็นประธาน จะได้อย่างไร ในเมื่อ "ทรง" เป็นราชาศัพท์
..
ดังนั้น ประธานในประโยคนี้คือ "ผู้ที่เราต้องใช้คำราชาศัพท์" ด้วย
ความหมายในบทเพลงนี้จึงหมายถึงการเคารพ ยกย่อง เทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา
เพราะอะไร?
เพราะในบทเพลง การสื่อ "ทรงธรรมปานดังตราชูเด่น ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้" ออกมา มิได้กล่าวถึงบุคคลใด บุคคลหนึ่ง เพียงแต่ใช้คำราชาศัพท์เท่านั้น นั่นหมายถึงคนธรรมศาสตร์ ยกย่อง "ผู้ที่ต้องใช้ราชาศัพท์ด้วย" ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รัชกาลใดก็ตาม เป็นผู้มีคุณธรรมดุจดังตราชู(สัญลักษณ์แห่งความเที่ยงธรรม) และเป็นเหมือนดวงธรรม(ประทีป)คอยนำทางให้ จากเดิมที่เคยเชิดชูหลักธรรมและรัฐธรรมนูญ โดยผู้แต่งเนื้อเพลงนี้เป็น ข้าราชสำนัก ตำแหน่ง นายจำนงราชกิจ
นอกจากจะเชิดชูแล้ว เนื้อเพลงยังสื่อถึงความต้องการให้"พิทักษ์รักษา"สถาบันนี้อีกด้วย เพราะสถาบันนี้ทำให้เรา"อบอุ่นใจไปทุกกาล"
***อ้างอิง - ไม่ใช่ผมคนเดียวที่สังเกตเห็นข้อนี้ หนังสือ "ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้" จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนังสือที่ประมวลภาพ พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และชาวธรรมศาสตร์ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา ราคาเล่มละ 300 บาท จัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2543
(พิมพ์ในกูเกิล "ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้" จะออกมาเป็นลิงค์แรก)
คณะราษฎรและธรรมศาสตร์
1. ย้อนกลับไปเอนทรี่ที่แล้วเคยบอกไว้ว่าเพลงสำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง(มอญดูดาว) มีเนื้อหาชาตินิยม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการสร้าง "มหาอาณาจักรไทย" ในขณะนั้น
2. หากนับกันดีๆ คำว่า "เหลือง" ในเพลงนี้มีหกคำ คำว่า "แดง" ก็มีหกคำ สอดคล้องกับหลักหกประการของคณะราษฎรที่หนึ่งในนั้นคือ ให้การศึกษาอย่างเต็มที่กับราษฎร ซึ่งเป็นที่มาของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
3. ตึกโดม ที่ยอดโดมเป็นรูปแปดเหลี่ยม หากแต่หน้าต่างบนยอดโดมมีหกบาน แสดงถึงหลักหกประการเช่นกัน
4. วันก่อตั้งธรรมศาสตร์คือวันที่ 27 มิถุนายน 2477 สองปีสามวันหลังจากเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทำไมนายปรีดีจึงไม่ก่อตั้งวันที่ 24 ซึ่งเป็นวันปฏิวัติ
นัยยะตรงนี้อยู่ที่ว่า วันที่ 24 ถือเป็นชัยชนะของคณะราษฎรที่ยึดอำนาจได้
แต่วันที่ 27 เป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศสยาม ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชน ไม่ใช่ของคณะราษฎร
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
อ.ป๋วยเป็นอธิการบดีของธรรมศาสตร์สมัย 6 ตุลาและต้องลี้ภัยการเมืองออกไปนอกประเทศตั้งแต่นั้น
ก่อนหน้านั้นอ.ป๋วยเคยเป็นเสรีไทย และจบจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนี้เอง หากพิจารณาถึงความดีที่อ.ป๋วยได้ให้ม.ธรรมศาสตร์และประเทศไทยนั้นเหลือคณานับ
แต่..
หมายเหตุ - ผมไม่ใช่คนเขียน
กรณี อ.ป๋วย ทำงานให้สฤษดิ์ โดยเต็มใจ คือไม่ได้ถูกบังคับให้ทำ หรือทำเพราะความจำเป็น หรือทำ เพราะเป็น "ยุทธวิธี"
เรื่องนี้ ผมมองไม่ออกว่า จะแย้งว่า ไม่จริง หรือ "ไม่รู้" ได้อย่างไร
เพราะ
ด้านหนึ่ง อ.ป๋วย มีทั้งตำแหน่งใหญ่โต และบทบาทมหาศาลใน "ทีมเศรษฐกิจ-การคลัง" ของสฤษดิ์ (ขอไม่อธิบาย เพราะยาว เอาแค่ว่า ป๋วย เป็นคนปฏิวัติระบบงบประมาณให้สฤษดิ์ สฤษดิ์ไว้ใจป๋วยมาก ให้ประชุม ครม.เทียบเท่า ตำแหน่ง รมต.
อีกด้านหนึี่ง ป๋วย ไม่ใช่คนคิดไม่เป็น หรือ ไม่มีทางเลือก ที่ไปทำงานที่ไหนไม่ได้ ดังนั้น ถ้ามีสถานการณ์ใน ย่อหน้าที่แล้ว แสดงว่า เขาต้องทำด้วยความเห็นด้วยแน่นอน
ทำไม?
เรื่องนี้ ถ้าไม่เอา ภาพมายา ว่าป๋วย เป็นยังงั้น ยังงี้ มาตั้งแต่แรก แต่ดูที่ข้อเท็จจริง ของ ปวศ.ช่วงนั้น ก็กลับจะเห็นว่า ไม่ใช่ประเด็นเป็นไปไม่ได้ หรือลึกลับ ตอบไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้เลย เพราะ
(ก) ป๋วย เช่นเดียวกับ ปัญญาชนส่วนใหญ่สมัย 2500 เกลียดเผ่า มากๆ (เหมือนปัญญาชนในปี 2548-49 ที่เกลียดทักษิณมากๆ)
(ข) ป๋วย ยอมรับ สฤษดิ์ (เช่นเดียวกับที่ ปัญญาชนจำนวนมากในสมัยนี้ ที่มี มายาต่อคนอย่างสรยุทธ และ "เจ้านายสรยุทธ") เห็นสฤษดิ์เป็นคนจริงใจในการทำงาน เรื่องนี้ด้านหนึ่งมาจากการที่สฤษดิ์ "เอาใจ" พวกเทคโนแครต อย่างป๋วย (ซึ่งตรงข้าม กับสมัย ป. ที่คล้ายทักษิณ คือดูถูกปัญญาชน ไม่ให้ความสำคัญ สฤษดิ์จะพูดดีกับพวกเทคโนแครตมากๆ)
(ค) ถ้าไม่มีมายาเรื่องป๋วยเป็นนักประชาธิปไตยในอุดมคติมาแต่ไหนแต่ไร ความจริง ที่ต้องยอมรับก็คือ ป๋วย ไม่ได้มีจิตสำนึกแบบประชาธิปไตยในสมัยหลัง ไม่งั้น การที่สฤษดิ์ สั่งยิงเป้าคน โดยไม่ใช้ศาล (ม.17) ก็ควรลาออกประท้วงไปแล้ว ป๋วยคงมีวิธี rationalize กับตัวเอง แต่เรื่องนี้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไป rationalize แทนป๋วย
อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
เป็นนโยบายสมัยอ.ป๋วยที่ให้"ขยาย"มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ท้องทุ่งรังสิตเนื่องจากท่าพระจันทร์พื้นที่จำกัด
แต่คนยุคปัจจุบันฟังเป็น"ย้าย"ไปเสียฉิบ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติที่เรียนปีหนึ่งที่ท่าพระจันทร์อีกแล้ว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 นักศึกษาทุกคนต้องเรียนที่รังสิตจนจบ(คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ทำเรื่องว่าจะกลับมาท่าพระจันทร์ในปีที่สี่ แต่ไม่ทราบว่าได้รับการอนุมัติหรือยัง) ยกเว้นโครงการเดียวของปริญญาตรีภาคปกติ นั่นคือ โครงการควบตรี-โท ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่ผมเรียนอยู่นี่แหละ โดยที่ผมเป็นรุ่นแรกครับ
นัยสำคัญของการย้ายไปรังสิตคืออะไร?
ที่รังสิต นักศึกษา 90% ต้องอยู่หอ.. สำหรับภาคธุรกิจ มันคือทองคำวางกองอยู่ตรงหน้า..
ตอนนี้กำลังมีโครงการสร้างหอกันใหญ่เลยที่รังสิต ได้ข่าวว่าจะมีโลตัสไปเปิดด้วย ที่นั่นเลยกำลังจะกลายเป็นอาณาจักรการศึกษา
เฮ้อ.. พูดแล้วเศร้า แต่มันก็เป็นความจริง ที่ว่า
ธรรมศาสตร์เข้าสู่ยุคเงียบอีกครั้งหนึ่ง และคงจะเป็นไปอีกตลอดกาล
แล้วก็ไปประเทศที่ผมแอนตี้ซะด้วย 55 ไม่เคืองครับไม่เคือง ผมไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างอื่นเลยครับ นอกจาก "อยากลอง" เท่านั้นเอง
.
.
ในมุมมองนักผังเมือง เค้าคงคิดแค่อยากจะสตัฟฟ์เกาะรัตนโกสินทร์ใหเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์มั้งคะ อยากจะควบคุมเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นโซนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่โซนการศึกษา... เค้าคงไม่ได้คิดว่าจะไปขุดทองที่รังสิตหรอก แต่พวกผลประโยชน์พวกนั้นมันตามมาทีหลังเอง เพราะศูนย์กลางการศึกษาอยู่ที่ไหน เมืองก็จะตามไปเกิดอยู่ที่นั่น
.
.
ข้าพเจ้าว่า มธ.ท่าพระจันทร์ที่พื้นที่ประวัติศาสตร์นะ มันมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย แล้วมันไม่ดีตรงไหนที่พื้นที่ประวัติศาสตร์ จะยังเป็นที่ที่ใช้งานจริง มีวีวิตชีวาอย่จริง ไม่ใช่ปั้นแต่ง เป็น"พิพิธภัณฑ์มีชีวิต"....ถ้ามองในด้านกายภาพของเกาะรัตนโกสินทร์ ก็น่าจะรื้อหอประชุมใหญ่ออก รวมไปถึงโรงละครแห่งชาติหนาทึบตันด้วย.... และ.... ไอ้คอนโดแฝด 2 แท่งฝั่งตรงข้ามด้วย.....
.
.
ไม่งั้น แต่ย้ายมธ.ไป... คงไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อความงาม
.
.
แต่ว่า....คอมเมนต์ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาเนาะ ...แต่ทำให้อยากตามหาเพลงยูงทองมาฟังแบบตั้งใจจัง
.
.
ไม่เห็นนาน... คิดถึงงงงงงง
#1 By ArchmaniaC on 2008-03-11 09:05