ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง
posted on 21 Feb 2008 11:36 by dieweltผมขอประท้วงเอนทรี่หนึ่ง ซึ่งเขียนเรียบเรียงได้ตะขิดตะขวงใจผมมากจนต้องนำมาเล่าให้ฟัง และขอแย้งด้วยสีแดง
**หมายเหตุ เอนทรี่นี้ วิชาการมาก และเกี่ยวข้องกับวิชาพาณิชยศาสตร์อย่างรุนแรงจึงต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากหน่อยเพื่อความเข้าใจที่เป็นสากลครับ
***หมายเหตุ 2 ไม่บอกนะครับว่าใครเป็นเจ้าของเอนทรี่
ความเข้าใจผิดเรื่องทุนนิยม การค้าเสรี
1. ทุนนิยมเป็นสิ่งชั่วร้าย- ชั่วร้ายได้ถ้าคนที่ใช้ทุนนิยมเป็นเครื่องมือในการผูกขาด หรืออำนาจต่อรองทางการเมือง แต่ใช่ว่ามันคือต้นตอความชั่วร้าย
อืม อันนี้คุณมีเหตุผล แต่คุณพูดไม่หมดครับ มันไม่ใช่ต้นตอของความชั่วร้าย แต่มันทำให้คนชั่วร้าย
หลายคนคงเคยได้ยินว่า ทุนนิยมทำให้คนรวยรวยขึ้นและคนจนจนลง มันทำได้อย่างไร?
ทุนนิยม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ผู้คุมเกมเป็นคนที่มีทุน เราไม่ต้องยอกย้อนเล่นคำว่า ทุนทางปัญญาก็มี ไม่ได้ เพราะที่ผมบอกจนหมายถึงจนจริงๆ ขนาดที่ว่าไม่มีเงินเรียน มีแต่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ หาเช้ากินค่ำเท่านั้น เมื่อไม่มีเงินเรียน เขาเหล่านั้นจะไปเอาปัญญามาจากไหน หากแย้งว่า รัฐบาลมีทุนให้คนจนเรียน.. แต่คิดดูว่าคนจนที่ลูกชาย ลูกสาวต้องทำงานช่วยพ่อแม่จะสามารถไปเรียนได้ไหม? จนปัจจุบัน คนจริงๆที่ได้รับทุนมีน้อยเหลือเกิน ทุนหนะมีมากครับ แต่คน"จนจริงๆ"ไม่สามารถเข้าถึง
ดังนั้นเมื่อไม่ได้เรียนหนังสือ คนจนจึงตกเป็นเหยื่อของนายทุน
อย่างไร?
หลากหลายอย่าง เช่น โกงค่าแรง(ค่าแรงขั้นต่ำ 194 บาท/วัน อาจโดนโกงเป็น 180) โกงชั่วโมงทำงาน
แต่บางอย่างเราเรียกว่าเป็นเหยื่อไม่ได้ แต่มันก็บั่นทอนชีวิตของเขาเหล่านั้น ตัวอย่างง่ายๆ
โทรศัพท์มือถือ ทุกคนต้องการโทรศัพท์มือถือที่นับวันมีสิ่งที่ไม่ได้มีสาระสำคัญของการเป็นโทรศัพท์สอดใส่มาอยู่เรื่อยๆ
ทำไมคนจึงต้องการสิ่งของเหล่านี้?
การโฆษณาจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้ เพราะเมื่อโฆษณามา คนที่ดูต้องการเลียนแบบ ต้องการตามแฟชั่น(เนื่องจากจุดประสงค์ของการโฆษณาเป็นเช่นนั้น) ทั้งราคายังดึงดูดใจ(เช่น เกี่ยวข้าวได้สามแปลง ได้มือถือหนึ่งเครื่อง) เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเอาเปรียบได้หรือไม่? เนื่องจากโทรศัพท์ที่ทำได้สารพันไม่ได้มีประโยชน์กับชาวนาเลย และที่ซื้อไปเพราะรู้ไม่ทันการตลาด
และสิ่งนี้คือตัวอย่างของการเอารัดเอาเปรียบผ่านระบบทุน
2. ทุนนิยมไม่พอเพียง ขัดแย้งกัน- พอเพียงคืออยู่ได้โดยมีสมดุลชีวิต ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงไ้ด้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในทุ่งนา เลี้ยงควาย ปลูกข้าว แต่ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่กระทบจากปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุนนิยมซึ่งสามารถมีธุรกิจตัวเองได้ย่อมดีกว่าอีกระบบ(คอมมิวนิสต์)แน่นอน ดังนั้นพอเพียงกับทุนนิยมไม่ได้ขัดแย้งแต่อย่างใดเลย แต่บริโภคนิยมต่างหากที่ขัดแย้ง
บริโภคนิยมเป็นผลผลิตของการผสมพันธุ์ของทุนนิยมกับการตลาด(ทุนนิยมผสมกับลูกมันเอง) เนื่องจาก หลังจากมีการปฎิวัติอุตสาหกรรม การผลิตเปลี่ยนมาเป็นแบบ mass production คือผลิตทีละมากๆ เพื่อให้คนบริโภคมาก จึงต้องหาทางระบายสินค้าที่ออกมาเรื่อยๆจากโรงงานอุตสาหกรรม การตลาด(สมัยใหม่)จึงคลอดออกมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรให้คนบริโภค ก่อให้เกิด บริโภคนิยม สังเกตดูดีๆครับ สมัยนี้ มีสินค้าตัวไหนที่บอกว่า อยู่ได้ค้ำฟ้าเป็นร้อยปีไหม? จะไปมีได้อย่างไรเล่า เพราะว่าผู้ผลิตต้องการให้เราทิ้งแล้วซื้อใหม่เรื่อยๆ
หากผลิตภัณฑ์อยู่ค้ำฟ้า ผู้ผลิตจะขายอะไร?
สั้นๆง่ายๆได้ใจความ
3. ทำให้คนรวยไม่คิดจะแบ่งเงินให้คนจนใช้ - ตรรกะคือคนรวยน้อยกว่านี้ซักหน่อยคนจนจะได้ลดลง...ไม่เกี่ยวกันเลย คนรวยน้อย คนรวยก็ยิ่งน้อยสิ
ข้อนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจแฮะ
4. ลิขสิทธิ์เป็นสิ่งเลวร้าย คนจนขาดโอกาสฟังเพลง ใช้ซอฟต์แวร์แผ่นแท้-- ขอโทษ ถ้าวันนึงคุณคิดอะไรได้จากหยาดเหงื่อ แรงกาย แล้วเอาไปเสนอผู้นำประเทศ แล้วผู้นำประเทศบอกต่อไปนี้ของที่คุณคิดเป้นของทุกคน...คุณจะคิดไงล่..แม้แต่ขยะสังคมที่ไม่ได้ทำอะไรก็มีสิทธิ์ครอบครองของคุณได้เป็นคุณจะยอมหรือไม่
ลิขสิทธิ์คืออะไร? ลิขสิทธิ์คือเครื่องมือของการผูกขาด ซึ่งก็คือสิ่งที่ชั่วร้ายที่คุณกล่าวไปในข้อ 1
ลิขสิทธิ์เอื้อต่อการผูกขาดอย่างไร?
เมื่อคนคิดอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งแล้วเขาจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตรของเขานั้นทำให้เขาได้รับอำนาจเต็มที่ในการผลิตสินค้านั้นๆแต่เพียงผู้เดียว และนั่นเป็นต้นของการผูกขาด
ตัวอย่างที่ง่ายและเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ แต่โดนเขี่ยไปด้วยเรื่อง 6 ตุลา ของนายกสมัครคือ CL หรือ การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร
ที่เพิ่งยกเลิกไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้วคือ CL ยามะเร็ง
ถ้าอธิบายเหตุผลด้านการเมืองแล้วจะยาวมากๆ(เพราะ CL ตัวนี้เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศกับรัฐบาลรีพับลิกัน) ดังนั้นจะกล่าวถึงแค่ เหตุใดจึงทำ CL
การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาคืออะไร?
จะอธิบายเป็นตัวอย่าง
บริษัท A คิดค้นยาต้านมะเร็งได้และจดสิทธิบัตร โดยบริษัท A ใช้จ่ายกับการทำ R&D(Research & Development) ไป 500 ล้านดอลล่าร์ จึงตั้งราคายา(ที่ถูกลิขสิทธิ์)ไว้ ชุดละ 300 ดอลล่าร์ ทำให้เมื่อนำมาขายในประเทศไทยต้องขายไม่ต่ำกว่า หนึ่งหมื่นบาท ประเทศไทยเห็นว่า คนจนไม่มีทางเข้าถึงยานี้ จึงตัดสินใจทำ CL โดยซื้อยาจากผู้ผลิตรายอื่น แต่เป็นตัวเดียวกันที่ราคาถูกกว่า(เรียกง่ายๆว่าของก๊อป) เช่น จากที่อินเดีย อาจได้ยาชุดละ 10 ดอลล่าร์ ทำให้การเข้าถึงยาของผู้ที่ไม่มีกำลังซื้อเกิดขึ้นได้
อีกประเด็นหนึ่ง หากบริษัทยาตั้งราคายาสูง เนื่องจากการทำ R&D(เหตุผลคือ หากตั้งราคาต่ำจะขาดทุน) ลองดู Financial Report ของบริษัทไฟเซอร์ ดูครับ ด้านล่าง ว่าเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ Revenue เท่าไหร่
http://www.pfizer.com/files/investors/presentations/q4earnings_january012308.pdf
5. ห้างค้าปลีกสู้พวกเครือข่ายแบบ Seven 7, Se-ed ไม่ได้ : เค้าบอกมาตั้งนานแล้วว่าระบบสหกรณ์ผู้บริโภคเป็นระบบนึงที่สามารถต่อรองได้ แต่ก็ไม่ทำกัน มัวแต่ยึดกับรูปแบบเดิมๆที่มีมานาน แต่ใช้ไม่ได้กับธุรกิจโมเดลใหม่ที่มีความซับซ้อน
ลูกรักของระบบทุนนิยมคือ การตลาด ทฤษฎีการตลาด Marketing Mix หรือ 4P Products, Price, Place และ Promotion เอามาดูกันทีละอันเลยว่า สหกรณ์จะสามารถสู้เซเว่นได้หรือไม่
อย่างแรก Products - ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สหกรณ์จะหามาขายได้นั้น เทียบกับเซเว่นไม่ได้เลย เนื่องจากเซเว่นมีระบบขนส่งที่ดีมาก สินค้าที่ขาดจะถูกจัดส่งจาก Distribution Centre ในเวลากลางคืนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะไม่เห็นพนักงานเซเว่นมาขนของหน้าร้านตอนกลางวัน ความใหม่ ความสด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วลองคิดดูครับว่า ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าของใครกัน?
Price - ห้างค้าปลีกอย่างเซเว่นสามารถลดราคาให้ต่ำมากเพื่อขจัดผู้แข่งขันตัวจิ๊บตัวจ้อยให้ออกจากตลาดไปได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเมืองไทยไม่มีกฎหมาย Antitrust และผู้ค้าปลีกรายย่อยไม่มีความรู้เท่าไหร่ยิ่งเสร็จเซเว่นเท่านั้น
กรณีศึกษา Walmart - Walmart ของสหรัฐอเมริกาเป็นห้างค้าปลีกเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลยุทธหลักของ Walmart คือ Everyday Low Price ทำให้ทุกๆปี Walmart จะให้ Supplier ส่งของให้ตัวในราคาต่ำลงๆ เพื่อให้ขายได้ในราคาที่ต่ำสมกับสโลแกนของตัวว่า Save Money, Live Better การกระทำเช่นนี้ส่งผลให้ Supplier ได้กำไรน้อยลง แต่ก็ยังต้องทำ(เพราะต้องการขายของให้วอลมาร์ทต่อ) และมันสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากหากเซเว่นต้องการจะทำบ้าง(แต่คาดว่าหากทำ คงโดนประท้วงแหลกจึงไม่ได้ทำ)
Place - ทำเลของสหกรณ์ทั่วไปจะอยู่ในสถานที่ราชการเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเดินตามท้องถนนเราจึงไม่เคยเห็นสหกรณ์ตามที่ต่างๆ เว้นแต่จะมีเซเว่นทุกมุมถนนทำให้การเข้าถึงสินค้าในเซเว่นเป็นไปได้โดยง่ายกว่า
Promotion - ร้านค้าปลีกขนาดย่อยหรือสหกรณ์ สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายได้โดยมีข้อจำกัดมากเรื่องกำไร(เพราะหากจัดมากจนกำไรน้อยเกินไปก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน) ตรงกันข้ามกับเซเว่นที่มีแม่เป็นซีพี ที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายได้ตลอด เช่น แสตมป์เซเว่น ที่ร้านโชห่วย หรือสหกรณ์ไม่มีโอกาสได้ทำเลย
ที่สำคัญคือ ร้านอาแปะ อาม่า ไม่มีความรู้เรื่องโมเดลธุรกิจ ด้านเงินทุนก็สู้ไม่ได้
6. ไม่อยากค้าขายกับฝรั่ง เดี๋ยวมันรวย : พวกของ Made in Thailand ทั้งหลายโรงงานผลิตล้วนใช้เครื่องมือที่นำเข้า ถ้าอยากอุดหนุนก็อุดหนุน 7 สิครับ นั่นก็คนไทยนะ อิๆๆ ...
ขายขนมจีนต้องกลัวโรงงานขายแป้งรวยด้วยเหรอ .... ในเมื่อขายขนมจีนมันได้เงิน...
ประชดประชันอย่างนี้ไม่ดีแน่
ทั้งโรงงานแป้งกับขนมจีนนั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย
ตอนนี้เกษตรกรของไทยกำลังลำบากมากจาก FTA ไทย-จีน(ยกตัวอย่างอันเดียวก็พอ) กล่าวคือ ต้นทุนการผลิตของจีนนั้นต่ำเมื่อเทียบกับไทย ยังผลมาจาก Economy of Scale ของจีนที่ผลิตทีละมากๆทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
การที่จีนขายผัก ผลไม้ที่คุณภาพดีกว่าไทย ทั้งที่ราคาต่ำกว่า ต้องเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคแน่นอน
โดยที่คนซื้อไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เกษตรกรไทย กำลังตาย
วิเคราะห์และพูดตรงๆเลยก็คือ สิ่งที่คุณกล่าวมาเป็นการมองข้างเดียวของคนที่ pro-Capitalism สุดๆ สิ่งที่คุณต้องการคือการมองหลายๆด้าน หลายๆชนชั้น ไม่ใช่แต่สิ่งที่คุณ"คิดว่าคุณรู้" เท่านั้น
ผมจะไม่พูดว่า ระบบอื่นดีกว่า แต่ที่คุณมองด้านเดียวอย่างนี้ มันผิดครับ ผิดกับการขึ้นบล๊อกสาธารณะโดยไม่ได้พูดว่า"นี่เป็นความคิดของคุณ" แต่กลับสรุปว่า นี่คือความจริง
#1 By ArchmaniaC on 2008-02-21 12:54