ผมขอประท้วงเอนทรี่หนึ่ง ซึ่งเขียนเรียบเรียงได้ตะขิดตะขวงใจผมมากจนต้องนำมาเล่าให้ฟัง และขอแย้งด้วยสีแดง

**หมายเหตุ เอนทรี่นี้ วิชาการมาก และเกี่ยวข้องกับวิชาพาณิชยศาสตร์อย่างรุนแรงจึงต้องใช้ศัพท์เทคนิคมากหน่อยเพื่อความเข้าใจที่เป็นสากลครับ

***หมายเหตุ 2 ไม่บอกนะครับว่าใครเป็นเจ้าของเอนทรี่

 

 

ความเข้าใจผิดเรื่องทุนนิยม การค้าเสรี 

1. ทุนนิยมเป็นสิ่งชั่วร้าย- ชั่วร้ายได้ถ้าคนที่ใช้ทุนนิยมเป็นเครื่องมือในการผูกขาด หรืออำนาจต่อรองทางการเมือง แต่ใช่ว่ามันคือต้นตอความชั่วร้าย

อืม อันนี้คุณมีเหตุผล แต่คุณพูดไม่หมดครับ มันไม่ใช่ต้นตอของความชั่วร้าย แต่มันทำให้คนชั่วร้าย

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ทุนนิยมทำให้คนรวยรวยขึ้นและคนจนจนลง มันทำได้อย่างไร?

ทุนนิยม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ผู้คุมเกมเป็นคนที่มีทุน เราไม่ต้องยอกย้อนเล่นคำว่า ทุนทางปัญญาก็มี ไม่ได้ เพราะที่ผมบอกจนหมายถึงจนจริงๆ ขนาดที่ว่าไม่มีเงินเรียน มีแต่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ หาเช้ากินค่ำเท่านั้น เมื่อไม่มีเงินเรียน เขาเหล่านั้นจะไปเอาปัญญามาจากไหน หากแย้งว่า รัฐบาลมีทุนให้คนจนเรียน.. แต่คิดดูว่าคนจนที่ลูกชาย ลูกสาวต้องทำงานช่วยพ่อแม่จะสามารถไปเรียนได้ไหม? จนปัจจุบัน คนจริงๆที่ได้รับทุนมีน้อยเหลือเกิน ทุนหนะมีมากครับ แต่คน"จนจริงๆ"ไม่สามารถเข้าถึง

ดังนั้นเมื่อไม่ได้เรียนหนังสือ คนจนจึงตกเป็นเหยื่อของนายทุน

อย่างไร?

หลากหลายอย่าง เช่น โกงค่าแรง(ค่าแรงขั้นต่ำ 194 บาท/วัน อาจโดนโกงเป็น 180) โกงชั่วโมงทำงาน

แต่บางอย่างเราเรียกว่าเป็นเหยื่อไม่ได้ แต่มันก็บั่นทอนชีวิตของเขาเหล่านั้น ตัวอย่างง่ายๆ

โทรศัพท์มือถือ ทุกคนต้องการโทรศัพท์มือถือที่นับวันมีสิ่งที่ไม่ได้มีสาระสำคัญของการเป็นโทรศัพท์สอดใส่มาอยู่เรื่อยๆ

ทำไมคนจึงต้องการสิ่งของเหล่านี้?

การโฆษณาจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้ เพราะเมื่อโฆษณามา คนที่ดูต้องการเลียนแบบ ต้องการตามแฟชั่น(เนื่องจากจุดประสงค์ของการโฆษณาเป็นเช่นนั้น) ทั้งราคายังดึงดูดใจ(เช่น เกี่ยวข้าวได้สามแปลง ได้มือถือหนึ่งเครื่อง) เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเอาเปรียบได้หรือไม่? เนื่องจากโทรศัพท์ที่ทำได้สารพันไม่ได้มีประโยชน์กับชาวนาเลย และที่ซื้อไปเพราะรู้ไม่ทันการตลาด

และสิ่งนี้คือตัวอย่างของการเอารัดเอาเปรียบผ่านระบบทุน

2. ทุนนิยมไม่พอเพียง ขัดแย้งกัน- พอเพียงคืออยู่ได้โดยมีสมดุลชีวิต ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงไ้ด้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในทุ่งนา เลี้ยงควาย ปลูกข้าว แต่ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่กระทบจากปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุนนิยมซึ่งสามารถมีธุรกิจตัวเองได้ย่อมดีกว่าอีกระบบ(คอมมิวนิสต์)แน่นอน ดังนั้นพอเพียงกับทุนนิยมไม่ได้ขัดแย้งแต่อย่างใดเลย แต่บริโภคนิยมต่างหากที่ขัดแย้ง

บริโภคนิยมเป็นผลผลิตของการผสมพันธุ์ของทุนนิยมกับการตลาด(ทุนนิยมผสมกับลูกมันเอง) เนื่องจาก หลังจากมีการปฎิวัติอุตสาหกรรม การผลิตเปลี่ยนมาเป็นแบบ mass production คือผลิตทีละมากๆ เพื่อให้คนบริโภคมาก จึงต้องหาทางระบายสินค้าที่ออกมาเรื่อยๆจากโรงงานอุตสาหกรรม การตลาด(สมัยใหม่)จึงคลอดออกมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรให้คนบริโภค ก่อให้เกิด บริโภคนิยม สังเกตดูดีๆครับ สมัยนี้ มีสินค้าตัวไหนที่บอกว่า อยู่ได้ค้ำฟ้าเป็นร้อยปีไหม? จะไปมีได้อย่างไรเล่า เพราะว่าผู้ผลิตต้องการให้เราทิ้งแล้วซื้อใหม่เรื่อยๆ

หากผลิตภัณฑ์อยู่ค้ำฟ้า ผู้ผลิตจะขายอะไร?

สั้นๆง่ายๆได้ใจความ

3. ทำให้คนรวยไม่คิดจะแบ่งเงินให้คนจนใช้ - ตรรกะคือคนรวยน้อยกว่านี้ซักหน่อยคนจนจะได้ลดลง...ไม่เกี่ยวกันเลย คนรวยน้อย คนรวยก็ยิ่งน้อยสิ

ข้อนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจแฮะ 

4. ลิขสิทธิ์เป็นสิ่งเลวร้าย คนจนขาดโอกาสฟังเพลง ใช้ซอฟต์แวร์แผ่นแท้-- ขอโทษ ถ้าวันนึงคุณคิดอะไรได้จากหยาดเหงื่อ แรงกาย แล้วเอาไปเสนอผู้นำประเทศ แล้วผู้นำประเทศบอกต่อไปนี้ของที่คุณคิดเป้นของทุกคน...คุณจะคิดไงล่..แม้แต่ขยะสังคมที่ไม่ได้ทำอะไรก็มีสิทธิ์ครอบครองของคุณได้เป็นคุณจะยอมหรือไม่

ลิขสิทธิ์คืออะไร? ลิขสิทธิ์คือเครื่องมือของการผูกขาด ซึ่งก็คือสิ่งที่ชั่วร้ายที่คุณกล่าวไปในข้อ 1

ลิขสิทธิ์เอื้อต่อการผูกขาดอย่างไร?

เมื่อคนคิดอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งแล้วเขาจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตรของเขานั้นทำให้เขาได้รับอำนาจเต็มที่ในการผลิตสินค้านั้นๆแต่เพียงผู้เดียว และนั่นเป็นต้นของการผูกขาด

ตัวอย่างที่ง่ายและเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ แต่โดนเขี่ยไปด้วยเรื่อง 6 ตุลา ของนายกสมัครคือ CL หรือ การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร

ที่เพิ่งยกเลิกไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้วคือ CL ยามะเร็ง

ถ้าอธิบายเหตุผลด้านการเมืองแล้วจะยาวมากๆ(เพราะ CL ตัวนี้เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศกับรัฐบาลรีพับลิกัน) ดังนั้นจะกล่าวถึงแค่ เหตุใดจึงทำ CL

การใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาคืออะไร?

จะอธิบายเป็นตัวอย่าง

บริษัท A คิดค้นยาต้านมะเร็งได้และจดสิทธิบัตร โดยบริษัท A ใช้จ่ายกับการทำ R&D(Research & Development) ไป 500 ล้านดอลล่าร์ จึงตั้งราคายา(ที่ถูกลิขสิทธิ์)ไว้ ชุดละ 300 ดอลล่าร์ ทำให้เมื่อนำมาขายในประเทศไทยต้องขายไม่ต่ำกว่า หนึ่งหมื่นบาท ประเทศไทยเห็นว่า คนจนไม่มีทางเข้าถึงยานี้ จึงตัดสินใจทำ CL โดยซื้อยาจากผู้ผลิตรายอื่น แต่เป็นตัวเดียวกันที่ราคาถูกกว่า(เรียกง่ายๆว่าของก๊อป) เช่น จากที่อินเดีย อาจได้ยาชุดละ 10 ดอลล่าร์ ทำให้การเข้าถึงยาของผู้ที่ไม่มีกำลังซื้อเกิดขึ้นได้

อีกประเด็นหนึ่ง หากบริษัทยาตั้งราคายาสูง เนื่องจากการทำ R&D(เหตุผลคือ หากตั้งราคาต่ำจะขาดทุน) ลองดู Financial Report ของบริษัทไฟเซอร์ ดูครับ ด้านล่าง ว่าเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ Revenue เท่าไหร่

http://www.pfizer.com/files/investors/presentations/q4earnings_january012308.pdf

5. ห้างค้าปลีกสู้พวกเครือข่ายแบบ Seven 7, Se-ed ไม่ได้ : เค้าบอกมาตั้งนานแล้วว่าระบบสหกรณ์ผู้บริโภคเป็นระบบนึงที่สามารถต่อรองได้ แต่ก็ไม่ทำกัน มัวแต่ยึดกับรูปแบบเดิมๆที่มีมานาน แต่ใช้ไม่ได้กับธุรกิจโมเดลใหม่ที่มีความซับซ้อน

ลูกรักของระบบทุนนิยมคือ การตลาด ทฤษฎีการตลาด Marketing Mix หรือ 4P Products, Price, Place และ Promotion เอามาดูกันทีละอันเลยว่า สหกรณ์จะสามารถสู้เซเว่นได้หรือไม่

อย่างแรก Products - ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สหกรณ์จะหามาขายได้นั้น เทียบกับเซเว่นไม่ได้เลย เนื่องจากเซเว่นมีระบบขนส่งที่ดีมาก สินค้าที่ขาดจะถูกจัดส่งจาก Distribution Centre ในเวลากลางคืนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะไม่เห็นพนักงานเซเว่นมาขนของหน้าร้านตอนกลางวัน ความใหม่ ความสด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วลองคิดดูครับว่า ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าของใครกัน?

Price - ห้างค้าปลีกอย่างเซเว่นสามารถลดราคาให้ต่ำมากเพื่อขจัดผู้แข่งขันตัวจิ๊บตัวจ้อยให้ออกจากตลาดไปได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเมืองไทยไม่มีกฎหมาย Antitrust และผู้ค้าปลีกรายย่อยไม่มีความรู้เท่าไหร่ยิ่งเสร็จเซเว่นเท่านั้น

กรณีศึกษา Walmart - Walmart ของสหรัฐอเมริกาเป็นห้างค้าปลีกเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลยุทธหลักของ Walmart คือ Everyday Low Price ทำให้ทุกๆปี Walmart จะให้ Supplier ส่งของให้ตัวในราคาต่ำลงๆ เพื่อให้ขายได้ในราคาที่ต่ำสมกับสโลแกนของตัวว่า Save Money, Live Better การกระทำเช่นนี้ส่งผลให้ Supplier ได้กำไรน้อยลง แต่ก็ยังต้องทำ(เพราะต้องการขายของให้วอลมาร์ทต่อ) และมันสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากหากเซเว่นต้องการจะทำบ้าง(แต่คาดว่าหากทำ คงโดนประท้วงแหลกจึงไม่ได้ทำ)

Place - ทำเลของสหกรณ์ทั่วไปจะอยู่ในสถานที่ราชการเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเดินตามท้องถนนเราจึงไม่เคยเห็นสหกรณ์ตามที่ต่างๆ เว้นแต่จะมีเซเว่นทุกมุมถนนทำให้การเข้าถึงสินค้าในเซเว่นเป็นไปได้โดยง่ายกว่า

Promotion - ร้านค้าปลีกขนาดย่อยหรือสหกรณ์ สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายได้โดยมีข้อจำกัดมากเรื่องกำไร(เพราะหากจัดมากจนกำไรน้อยเกินไปก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน) ตรงกันข้ามกับเซเว่นที่มีแม่เป็นซีพี ที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายได้ตลอด เช่น แสตมป์เซเว่น ที่ร้านโชห่วย หรือสหกรณ์ไม่มีโอกาสได้ทำเลย

ที่สำคัญคือ ร้านอาแปะ อาม่า ไม่มีความรู้เรื่องโมเดลธุรกิจ ด้านเงินทุนก็สู้ไม่ได้

6. ไม่อยากค้าขายกับฝรั่ง เดี๋ยวมันรวย : พวกของ Made in Thailand ทั้งหลายโรงงานผลิตล้วนใช้เครื่องมือที่นำเข้า ถ้าอยากอุดหนุนก็อุดหนุน 7 สิครับ นั่นก็คนไทยนะ อิๆๆ ...

ขายขนมจีนต้องกลัวโรงงานขายแป้งรวยด้วยเหรอ .... ในเมื่อขายขนมจีนมันได้เงิน...

ประชดประชันอย่างนี้ไม่ดีแน่

ทั้งโรงงานแป้งกับขนมจีนนั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย

ตอนนี้เกษตรกรของไทยกำลังลำบากมากจาก FTA ไทย-จีน(ยกตัวอย่างอันเดียวก็พอ) กล่าวคือ ต้นทุนการผลิตของจีนนั้นต่ำเมื่อเทียบกับไทย ยังผลมาจาก Economy of Scale ของจีนที่ผลิตทีละมากๆทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

การที่จีนขายผัก ผลไม้ที่คุณภาพดีกว่าไทย ทั้งที่ราคาต่ำกว่า ต้องเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคแน่นอน

โดยที่คนซื้อไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เกษตรกรไทย กำลังตาย

 

วิเคราะห์และพูดตรงๆเลยก็คือ สิ่งที่คุณกล่าวมาเป็นการมองข้างเดียวของคนที่ pro-Capitalism สุดๆ สิ่งที่คุณต้องการคือการมองหลายๆด้าน หลายๆชนชั้น ไม่ใช่แต่สิ่งที่คุณ"คิดว่าคุณรู้" เท่านั้น

ผมจะไม่พูดว่า ระบบอื่นดีกว่า แต่ที่คุณมองด้านเดียวอย่างนี้ มันผิดครับ ผิดกับการขึ้นบล๊อกสาธารณะโดยไม่ได้พูดว่า"นี่เป็นความคิดของคุณ" แต่กลับสรุปว่า นี่คือความจริง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

sad smile

#1 By ArchmaniaC on 2008-02-21 12:54


ผมเห็นด้วยและขัดแย้งกับคุณดาวแดงในหลายๆ ประเด็นครับ แต่ส่วนเนื้อหาของคนเขียนบล็อกคนแรกนี่ขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะดูแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะเขียนแบบใช้เหตุผลเท่าไหร่

ส่วนตัวแล้วผมชอบระบบลูกครึ่งทุนนิยมบวกสังคมนิยมครับ คือสินค้าปัจจัยพื้นฐานพวก อาหาร ยา พลังงาน การบริการสาธารณสุข ให้ดำเนินการโดยรัฐ แล้วเปิดให้เอกชนแข่งเป็นทางเลือก ส่วนพวกสินค้าฟุ่มเฟือยก็เปิดเป็นเสรีไปเลย โดยให้รัฐพยายามสร้างสื่อ counter advertisement แทรกกับสื่อของตลาด และปลูกฝังการควบคุมตัวเองผ่านทางการศึกษา

ถามว่าทำไมต้องมีหลายๆ ส่วนเป็นเสรีทุนนิยม เพราะว่าทุนนิยมเป็นเครื่องมือสำคัญของ emancipation ครับ เพราะเงินไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เหมือนคณะกรรมการของสังคมนิยม การหาหนทางการสร้างเงินจะเป็นตัวช่วยให้คนๆ สามารถเลื่อนชนชั้นได้ดังความสามารถของเขา แม้ในทางปฏิบัติเขาจะต้องการเส้นสายทางธุรกิจ แต่นั่นก็เป็นเส้นสายที่สร้างได้ง่ายกว่าเครือญาติมิตรหรืออำนาจทางการเมืองครับ

ลิขสิทธิ์เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สนับสนุนระบบ emancipation เพราะว่าคนที่จะถีบตัวได้นั้น หากไม่มีทุนทางการเงิน ก็สามารถใช้ทุนทางปัญญาของตัวเองได้ การยึดสมบัติทางปัญญามาเป็นของส่วนรวมทันที นอกจากจะทำให้แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ลดลงแล้ว ยังทำลายโอกาสการพัฒนาตัวของคนด้วยนะครับ

หากเราลองมองดูพวกบริษัทมหาชนต่างๆ ดูดีๆ แล้ว หลายๆ บริษัทก็เริ่มมาจากคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ + หัวคิดทางธุรกิจ นะครับ เช่น KFC Starbuck Microsoft ไม่ได้เป็นยักษ์วิเศษมาจากไหน

สิ่งที่รัฐต้องทำเพื่อให้ระบบนี้ fair จริงๆ มีสองอย่าง คือ หนึ่ง สร้างสวัสดิการพื้นฐานเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ผมเน้นสวัสดิการที่เด็กนะครับ เรื่องสวัสดิการรักษาฟรีหรือบำนาญนั้นอีกเรื่อง

สอง คือ การควบคุมตลาดให้แฟร์ อันนี้ทำยากหน่อย แต่ก็ต้องพยายามไป

แน่นอนว่าระบบทุนนิยมนี้ก็สร้างกากขึ้นมาเยอะเหมือนกัน คือเรื่องการขายสร้างกระแสบริโภคนิยม ดังเช่นที่คุณดาวแดงว่ามา หรือการไหลของกระแสเงินที่ไม่เกิดผลผลิต เช่น ตลาดหุ้นหรือตลาดเก็งกำไร แต่เนื่องจากตอนนี้เรายังไม่มีเครื่องมือที่ดีกว่าทุนนิยมตลาดเสรีในการสนับสนุนระบบ emancipation เราจึงต้องยอมรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ และหาทางควบคุมให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วยกลวิธีที่ว่าไปด้านบนๆ

#2 By PastelSalad on 2008-02-21 13:27

ไม่ได้เข้าบล๊อกหลายวัน(ไปถ่ายงานรับปริญญาเพื่อน)

เลยไม่ได้ติดตามอ่าน

เดวต้องขอไปอ่าน

ชอบประเด็นโต้แย้งแบบนี้ดีจัง

มันทำให้ตกผลึกทางความคิดและเปิดมุมมองใหม่ๆดี ^^

ผมเป็นแนวสังคมนิยม แต่พยายามอ่ายนแล้วคิดแบบลดอคตินะครับ

1 ผมไม่ค่อยเชื่อใน รบบ ศ.ทุนนิยมมากเท่าไหร่
โดยเฉพาะเรื่องกลไก ตลาดที่ทำให้เกิด อินวิซิเบิ้ล แฮนด์ (มือที่มองไม่เห็น)
ที่คอยควบคุมราคา อุปสงค์ อุปทานให้สมดุล
ไม่เชื่อในหลักการแข่งขัน (แบบเข้มข้น) ที่เมื่อแข่งขันกลันแล้ว ประชาชขนจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด
เพราะเจอตลาดผูกขาดเข้าไปที หรือตลาดผู้แข่งขันน้อยราย ที่โคกันได้ ประชาชนต่างหากที่จะร้อง"จ๊าก"

ทุนนิยม ผมว่ามันไม่ได้เลวที่ตัวมันนะครับ หลักการที่อดัม สมิทเขียนไว้ผมว่ามันเวิร์กทีเดียว

แต่คนต่างหากที่ทำให้มันชั่วร้าย

มีบริษัทหลายๆบริษัทเหมือนกันที่ ที่เป็นกลุ่มทุนที่เข้มแข็ง ประสบความสำเร็จ ที่ไม่เห็นแก่ตัว และคืนหลายๆอย่างให้กับสังคม
(ลองหาจาก 100 แบนรด์ทรงพลังของแม็ทท์ เฮก มีเขียนไว้ ผมก็จำไม่ได้)

แต่หลายทุนก็เลวร้ายเหมือนกัน .....ในเรื่องนี้

ข้อ 2 เห็นด้วยกับ คุณเร้ด สตาร์ครับ


ข้อ 4 ลิขสิทธิ์ เห็นด้วยกับคุณ เร้ด สตาร์ กับคอมเม้นที่ 2 ครับ

ข้อ 5 ก่อนการแข่งขัน ผมชอบนึกถึงความเท่าเทียมกัน
นักมวยยังมีการชั่งนําหนัก
ฟุบอลยังมีข้างละ 11 คน

แต่การต่อสู้ทางการตลาด

ต้องมีทุน และกำลังสมอง

ถามว่าร้านโชว์ห่วยต่างๆ เข้าของร้านจบปริญญาตรนี หรือ โท ด้านการตลาดหรือเศรษฐศาสตร์มาหรือไม่ มีทุนสำรองหรือสายป่านพอหรือไม่

ตรงข้ามกับทุมยักษ์ใหญ่ที่มีทุนมากมาย กำลังสมองมากมายที่จะดำเนินรูปแบบ หรือแผนการทางการตลาดแบบใดก้อได้
เขาจะสู้ได้หรือ....

6 ไม่อยากขายกับฝรั่ง เมืองไทยเตรียมปิดประเทศได้เลย
เพราะสินค้าทุน เรานำเข้าครับ
เครื่องจักร เรานำเข้าครับ
แม้แต่รถแมคโคร เรานำเข้าครับ....
ปิดการค้าขาย ศ ไทยล่มทันที

เพราะสินค้าทุน อุปกรณ์เครื่องจักรในโรงงานเราผลิตเองได้หรือ...

ของบางอย่างเรายังต้องนำเข้า.....

เช่น นํามัน.....

ผมว่าสิ่งนี้แค่สิ่งเดียว คงพอ....
ลองไม่ค้าขายไม่นำเข้าสักวัน สองวันเห็นผลแน่นอนครับ
การไม่ค้าขายกับต่างประเทศ คิดแค่นั้นเล็กไปครับ


ผมยังเชื่อในระบบ สังคมนิยมครับ
แต่ไม่ได้ปฎิเสททุนนิยม
เพราะเราหนีมันไม่พ้นจริงๆ

ปล . ผมไม่ได้อ่านเอนทรี่ที่เป็นที่มาเพราะยุ่งเหลือเกิน
ผิดพลาดในประเด็นใด เข้าใจอะไรผิดขออภัยด้วย
และที่เม้นท์ไป ก็แบบเร่งรีบ(เวลาน้อย )confused smile

ชอบการอภิปรายแบบนี้เพราะทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิดดีครับ

#3 By ★POSTMODERN★ on 2008-02-22 00:23

อืม ที่คุณสองคนพูดมานี่ดีมากๆเลยครับ

มีเหตุผลครับ และผมเห็นด้วยกับคุณสองคนที่พูดมาหลายเรื่อง แต่ที่ผมกล่าวไปในเอนทรี่นี้เป็นเพียงข้อโต้แย้งเล็กๆน้อยๆครับ

ระบบไหนก็ตามที่เป็นอุดมการณ์การเมืองแบบเพียวๆเลยไม่ดีแน่ครับ ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมหรือสังคมนิยม เนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองมันสุดขั้วเกินไป

ในเรื่องของลิขสิทธิ์ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องมือในการผูกขาดการผลิตสินค้าเนื่องจากเหตุผลข้างต้น ใช่ว่ามันจะไม่มีดี แต่ข้อเสียมันก็มีเช่นกันครับ

ดังเช่นเรื่องยาที่กล่าวไป สิ่งที่ควรดูมากกว่าเงินก็คือเรื่องของมนุษยธรรม เพราะยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ยาพัฒนามากเท่าไหร่ อายุคนก็ยาวมากเท่านั้น คนบนโลกก็มากเท่านั้น จริงไหมครับ

การควบคุมตลาดให้แฟร์ เป็นสิ่งที่ยากมากครับ ผมจะลองสมมติหน่อยนะ

เคยไปสระบุรีไหมครับ ถ้าเคยไปจะเห็นโลตัสขนาดยักษ์.. ยักษ์จริงๆตั้งอยู่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนสระบุรีเท่านั้น แต่มีจังหวัดค้างเคียงด้วยมาใช้บริการ

รัฐจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร(เพื่อไม่ให้โชห่วยตาย) โดยการให้คาร์ฟูร์ บิ๊กซี มาตั้งหรือ?? สองมือสามมือ ช่วยกันบีบคอโชห่วยเลยครับ ความยากลำบากมันอยู่ตรงนี้เลยครับ สำหรับคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการ socialised กับ capitalised อย่างบ้านเรา

ข้อหกนี่ผมไม่ได้จะไม่ขายกับต่างชาติครับ confused smile เพียงแต่แค่ชี้ให้เห็นผลกระทบของการเปิดเสรีทางการค้าต่อประชาชนในประเทศครับ

#4 By -redstar- on 2008-02-22 02:37


แหม กลับมาอ่านก็ยังมีอะไรให้พูดกันต่อได้ครับ

ให้ดาวดีกว่า เผื่อแผ่ชาวบ้านได้อ่านกันถ้วนหน้า Hot!


เรื่องลิขสิทธิ์ยา อันนี้เป็นประเด็นเปราะบางครับ

ผมเพิ่งอ่านเจอมาว่า การผลิตและวิจัยยา ซึ่งจัดเป็นธุรกิจประเภทไบโอเทคนี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ

1. เงินทุนวิจัยต่อสินค้าหนึ่งตัวมหาศาลมาก เป็นหลักร้อยล้านพันล้านกันเลยทีเดียว
2. เมื่อวิจัยได้ กว่าจะนำยาเข้าสู่ตลาดได้ ต้องรอประมาณ 5-7 ปี เพื่อให้ผลการทดลองผ่าน FDA สหรัฐ ซึ่งเป็นระยะเวลานานมากสำหรับการลงทุนในสินค้าหนึ่งๆ
3. ถ้าไม่ผ่านการรับรอง เงินทุนจะสูญหายไปทันทีเป็นร้อยๆ ล้าน
4. ซึ่งเงินดังกล่าวระดมมาได้ยากมาก เนื่องจากธนาคารจะไม่ปล่อยกู้ เพราะธรรมชาติของตัวสินค้ามีความเสี่ยงสูง และทุนส่วนมากจะใช้เป็นเงินเดือนของนักวิจัย ทำให้ไม่สามารถประเมินทรัพย์สินของบริษัทได้ ทางเดียวที่บริษัทจะระดมเงินดังกล่าวได้ คือผ่านทางตลาดหุ้นหรือตลาดทุนอื่นๆ

ก็จะเห็นได้ว่า กว่าจะได้ยามาหนึ่งตัวไม่ใช่ง่ายๆ ดังนั้นไม่แปลกที่จะขายราคาแพง การจะไปริบลิขสิทธิ์ยาเขามาเฉยๆ ต่อไปก็จะไม่มีใครทำยาใหม่ๆ ออกมาอีก เพราะต้นทุนสูง แต่ทำแล้วถูกริบซะเฉยๆ

แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ จะตกเป็นทาสบริษัทยาไปตลอดกาล เพราะลิขสิทธิ์พวกนี้มีอายุของมันอยู่ เข้าใจว่าอายุของลิขสิทธิ์ยาค่อนข้างสั้นอยู่แล้ว บริษัทยาก็เลยต้องทำกำไรให้มากๆ ตอนเพิ่งออกยา (ดังนั้นอย่าเพิ่งด่วนเป็นเอดส์ตอนนี้นะครับ อีกสักพักยาก็ราคาถูกแล้ว)

ถามว่าถ้าเป็นระบบสังคมนิยม ที่รัฐบาลดำเนินการวิจัยยาเอง อาจจะวิจัยไม่สำเร็จ หรือสำเร็จก็ช้ามากก็ได้นะครับ จริงอยู่ว่านักวิจัยระดับแถวหน้าหลายคนอาจไม่สนใจตัวเงิน และยอมวิจัยเพื่อการวิจัยจริงๆ แต่พวกนักวิจัยระดับล่างรวมถึงลูกมือต่างๆ อาจทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม (เพราะเป็นระบบข้าราชการ) จนถ่วงความก้าวหน้าในการวิจัยก็ได้

ทางออกเรื่องการวิจัยยาสำหรับโรคคนจน จึงน่าจะเป็นทำนองว่า ให้รัฐบาลของแต่ละประเทศรวมทุนกันจัดตั้งหน่วยงานวิจัยยาอิสระแห่งโลกขึ้นมา
โดยดำเนินงานแบบเดียวกับบริษัทยา แต่อาศัยรายได้จากเงินสนับสนุนของรัฐบาลโลกแทน ไม่ใช่จากการขายยา

ซึ่งเงินนั้นจะมาจากไหน? แน่นอน มาจากภาษีของเราๆ นี่แหละครับ

ดังนั้น ถามว่า ถ้าต้องการยาราคาถูก พวกเราพร้อมจะจ่ายภาษีแพงกันมั้ยครับ?

อยากได้สังคมนิยมที่ประสิทธิภาพเท่าทุนนิยม เราต้องพร้อมจ่ายเงินส่วนตัวครับ เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ทั้งการขนส่ง การศึกษา(ม. ออกนอกระบบ) น้ำ ไฟ การสื่อสาร

ซึ่งผมคิดว่าไม่ คนไทยไม่ยอมจ่ายครับ big smile

#5 By PastelSalad on 2008-02-25 18:42

พึ่งจะได้มาอ่าน ขอบ้างสั้นๆแบบคนไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ครับ
1.เจ้าของเอรทรี่เดมเขาก็คงพูดจากมุมของเขาจากการวิเคราะของเขา เราอย่าไปว่าอะไรเลยครับ แลกเปลี่ยนความคิดกันเยอะๆแล่ะดีแล้ว
2.ระบบระบอบต่างๆมันมีดีมีเสียทั้งนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมว่าตัวระบบมันน่ะดีโดยทางทฤาฎี ยกตัวอย่างเรื่องลิขสิทธ์ก่อน ถ้าใครคิดอะไรมาแล้วต้องยกให้ส่วนรวมเอาไปหาประโยชน์ไม่ได้ ถ้าทุกคนทำแบบนี้มันก็จะเป็นลักษณะมีอะไรก็แบ่งปันกันช่วยกันคิดช่วยกันทำ อันเป็นจุดเด่นของสังคมนิยม เราไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับสิ่งต่างๆ แต่ในความเป็นจริงทุกคนไม่ได้ช่วยกันคิดกันทำ มีบางคนไม่ทำอะไรคอยแต่รับอย่างเดียว คนคิดมันก็หมดกำลังใจ คนที่มีอำนาจก็ไม่ได้แฟร์จริงไม่ได้แบ่งปันกับคนอื่นจริง ทุนนิยมจึงเข้ามา เพราะมันส่งเสริมให้ใครทำใครได้ เกิดการแข่งขัน พอคนแข่งกันมากๆ มันก็พัฒนา เราคิดเราทำอะไรได้ก็เอาไปขายแล้วได้เงินไปซื้อของคนอื่น ฟังดูเหมือนจะดี แต่กลไกตลาดมันไม่ได้ทำงานperfect มันมีช่องว่างมีโอกาสให้คนเอาเปรียบกัน พอยิ่งรวยกว่าก็ยิ่งฉวยโอกาสนี้ได้มากขึ้น คนรวยจึงรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง ผมจึงเชื่อว่าด้วยตัวระบบที่ท่านผู้คิดทั้งหลายคิดขึ้นมา มันดีทั้งนั้น คนใช้ต่างหากที่จะเอาไปใช้ยังไง แต่ด้วยสติปัญญาของผมก็ยังคิดไม่ออกว่าทางออกคืออะไร

เคยอ่านเจอว่าพวกห้างใหญ่เช่นlotusก็ซื้อของมาถูกจากsupplierนะครับ ไปกดเขาอีกทีแต่ทางsupplierก็ต้องยอม เพราะห้างพวกนี้เป็นช่องทางกระจายสินค้าที่สำคัญมาก ไม่ยอมก็ไม่ได้ขาย

#6 By whitechoc (58.8.134.115) on 2008-03-15 15:13

ที่คุณแย้งมาา...น่าสนใจมากครับ
อันที่จริง ผมอ่านบทความคุณเพิ่ม ก็รู้อีกมุมมองหนึ่งอย่างมาก ครับ

ผมไม่ได้บอกว่าทุนนิยม "ดีที่สุด" นะครับ

แต่...คุณเข้าใจระบบเมตตาทุนนิย (~สหกรณ์) จริงรึเปล่าว่ามันคืออะไร

และคุณรู้จริงรึเปล่าว่าบริษัทอะไรที่ใช้ระบบนี้?? ยอดเติบโตเหนือกว่าแมคโดนัลด์เสียอีก??
เถียงหาพระแสงอะไรกันเหรอเคอะ


อุอุอุอุ

#8 By นักชวเลข on 2008-07-13 22:18