เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมไปดูหนังสามก๊กมาครับ

หนังอลังการดี แต่ถ้าไม่เคยอ่านคงดูไม่รู้เรื่อง อย่างไรก็ดี จอห์น วู กล้าเปลี่ยนบทของหนังไปจากในหนังสือเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยมาเยอะ

ผมรู้สึกแปลกใจนิดๆ ที่ได้เห็น "หนุ่มรูปงาม" จิวยี่ จูล่ง ไม่งามเท่าที่ควร เล่าปี่ อาของเหี้ยนเต้หน้าตาดูไม่มีสง่าราศีเอาเสียเลย และนิสัยของโจโฉก็ออกจะหื่นกระหายมารบเพียงเพื่อหญิงนางเดียว ฯลฯ

..

 

เอนทรี่นี้ ขึ้นหัวข้อว่า สามก๊ก แต่.. ผมไม่ได้จะเล่าเรื่องสามก๊กครับ นี่จะเป็นเพียงบทวิเคราะห์เล็กๆน้อยๆเท่านั้น เห็นบล๊อกคนอื่นก็เขียนเนื้อเรื่องไว้มากแล้ว และบางคนก็เขียนได้ดีเสียด้วย 

 

..

เรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับขงเบ้งและความต้องการของเล่าปี่เป็นหลัก 

เราทุกคนมองว่า จูกัดเหลียงขงเบ้งเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน มีปัญญามากเหลือ ตายแล้วยังหลอกโจโฉ มองดวงดาวก็รู้ว่าชะตาบ้านเมืองเป็นอย่างไร(ซึ่งก็ไม่ต่างจากหมอดูปัจจุบัน มากนัก)

ี่

เมื่อสมัยขงเบ้งยังศึกษาตำราที่เขาโงลังกั๋ง เขาเป็นเสมือนผ้าขาว ลองนึกภาพนักวิชาการในปัจจุบันดูนะครับ และแล้วกาลเวลาทำให้เขาได้พบเล่าปี่ ที่มาหาเขาถึงสามครั้งสามครา จนไปติดตามเล่าปี่ในที่สุด

ทีนี้ลองนึกสภาพ นักวิชาการที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองครับ

 

ผ้าผืนนั้นหม่นไม่มีดีเลยจริงไหม

มือที่สะอาดจะต้องมาสกปรกจากเลือด เงิน อำนาจ 

 

เหนือสิ่งอื่นใด เล่าปี่มีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น

สิ่งนี้อาจไม่แปลก เป็นความจงรักภักดีของเล่าปี่ แต่เมื่อดูนิสัยของเล่าปี่แล้ว เล่าปี่เป็นคนประเภทรักราษฎร ในหนังจะเห็นง่ายๆเลยที่เล่าปี่ไม่ยอมทิ้งชาวเมือง ในหนังสือก็มี

ความขัดกันอยู่ตรงนี้นี่เอง

เล่า ปี่ ผู้ซึ่งความพยายามฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น รวมทั้งมีเมตตา รักราษฎร อยากให้พวกเขาอยู่กินอย่างมีความสุข และขงเบ้งเองที่นิสัยมิได้เกรงอกเกรงใจนายขนาดยอมให้นายคิดโง่ๆไปโดยไม่ต่อ ว่า กลับพยายามให้เหี้ยนเต้และราชวงศ์ฮั่นคืนสู่อำนาจ

ขัดกันอย่างไร?

 

ประเทศจีน มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรมากตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน

ประชา กรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ความเป็นอยู่ยากจนข้นแค้น โดนขุนนางและกษัตริย์ขูดรีด วันดีคืนดีโดนเกณฑ์ไปสร้างกำแพงขนาดมหึมา ตั้งแต่ยุคก่อนสามก๊กเสียอีก

สำหรับประเทศอื่น หากเรียกว่า กบฏชาวนา เราอาจรู้ได้ว่า เป็นเหตุการณ์ไหนโดยไม่ต้องดูปีเสียด้วยซ้ำ

แต่ จีนไม่เหมือนกัน กบฏชาวนามีเป็นร้อยรอบ(จนมีครั้งหนึ่ง จูเหยียนจาง ชนะจนได้และก่อตั้งราชวงศ์หมิง แต่ก็ยังไม่หยุดความเฮงซวย) ศักดินาทำร้ายชาวจีนมากเหลือเกิน จนเมื่อพวกเขาได้ปลดปล่อยตัวเองจากทางออกของเหมา เจ๋อ ตุง ที่แม้จะแคบ แต่ก็ยังดีกว่านั่นแหละ


เมื่อขงเบ้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่า หากเล่าปี่นึกถึงเรื่องนี้จะต้องเลือกราษฎร(ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่เล่าปี่ดันคิดไม่ออก) ทำไมจะยังให้นายไปฟื้นฟูราชวงศ์ ซึ่งเป็นตัวหลักที่คุกคามราษฎร

ปัญญาที่ใช้ หากต้องการทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง จะต้องมิให้วงจรอุบาทว์นี้หมุนต่อไปจึงจะถูก


นั่นคือ แม้ขงเบ้งปัญญามากเท่าใดก็ยังก้าวไม่พ้นกรอบความคิดเรื่องศักดินา ที่ชนชั้นสูงป้อนไว้ให้แต่สมัยโบราณ

เหมือน..

กลัว

posted on 02 Jul 2008 21:24 by diewelt

ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา ผมพยายามเข้าเวบฟ้าเดียวกัน

...เข้าไม่ได้ครับ พอเข้าไปจะเจอหน้าเวบที่โดนบล๊อกโดย.. คุณก็รู้ว่าใคร(สงสัยจะเป็นลอร์ดโวลเดอมอร์)

ต้องเข้าผ่านเวบพรอกซี่แทน

...

 

 

คนบ้านนี้เมืองนี้นี่ชอบคิดย้อนยุค..

ชอบกลัว..

 

กลัวทีขี้หดตดหายเลยนะ(เหมือนตอนกลัว"คอม"ช่วงหลัง14ตุลา โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร)

ที่ระยำสิ้นดีคือ ชาวบ้านเขาไม่ได้คิดขึ้นมาเอง ความคิดฝังหัว ระเบียบพิธีกรรมเหวห่าอะไรนี่

"พวกมัน" ทั้งที่มีผลประโยชน์ด้วยและทั้งบริสุทธิ์ใจคอยปกป้องลัทธินี้อย่างเอาเป็น เอาตาย โดยเฉพาะพวกที่ทำตัวสถุลย์ บอกจะไปฆ่าโชติศักดิ์ จะไปเยี่ยวรดศพแม่คนนู้นคนนี้ พวกนี้ดีแต่ปาก ซ้ำร้ายจะทำให้คนที่เขาไม่ชอบ สมเพชเวทนาและเกลียดชังมากขึ้นอีก กลายเป็น love it or hate it ประมาณนั้น(คุณอยู่ฝ่ายไหน? อ๊ะ ไม่ต้องตอบก็ได้)

 

 

ใครคลุกคลีกับวงการวิชาการฮาร์ดคอร์เคร่งเครียด หนักหัวมา คงรู้จัก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ทั้งในเว็บ ฟ้าเดียวกัน ประชาไท อ.สมศักดิ์ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริงในการแสดงความคิดเห็น

คนที่บล็อกเว็บ ไม่เห็นเคยใช้ชื่อจริง นามสกุลจริงมั่งเลย มีแต่ในนาม.. กระทรวงห่าบ้าบอ หน้าตัวเมียไหมหละ เขาใช่ชื่อจริง นามสกุลจริง ตัวเองไปปิดเวบดื้อๆ ไม่บอกกล่าว

 

ยุคแห่งความมืดบอดทางปัญญาในยุโรปจบไปเป็นพันปีแล้ว

..

 

ไทยล้าหลังกว่ายุโรปเป็นพันปีเลยหรือ

..

 

 

เหมือนจะจบ.. แต่ยังไม่จบ

 

ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมมาได้สักพัก สอนพิเศษภาษาไทยนักเรียนสตรีวิทย์ 3 ไป

ถามเขาไปว่า "ทำไมต้องตัดผมถึงติ่งหูด้วย?"

เขาตอบว่า "ตอนแรกโรงเรียนให้แล้วนะ แต่มีอาจารย์คนหนึ่งไปค้าน บอกว่าเด็กโง่ขึ้นถ้าไว้ผมยาว"(พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด)

นะจังงัง.. ใช้ขี้เลื่อยส่วนไหนในกะโหลกคิดวะเนี่ยยยย(พาลคิดไปถึงว่า ถ้าไม่ใสุ่ชุดนักศึกษาไปฟังบรรยายจะโง่ขึ้นด้วยไหม)

.. ถ้าบอกว่าเพราะเมืองไทยร้อน ยาวแล้วสกปรกยังพอฟังได้ระดับหนึ่ง(แต่ก็ยังงี่เง่าอยู่ดี)

(สงสัยคนพูดอย่างนี้กลัวติดเหา)

 

...

 

 

มีคนบอกว่าเข้ามหาลัยคือเป็นปัญญาชน

 

หยุดก่อน! นี่ไม่ใช่พูดถึงเรื่องชุดนักศึกษาว่าโป๊ ไม่โป๊ ล่ออาจารย์หรือไม่นะครับ

 

แค่สงสัยว่า.. โดนทั้งพ่อแม่ ทั้งครูด่ามาสิบแปดปีแล้ว(และโดนทหารด่า กรณีเรียนรด.) เข้ามหาลัยยังจะมาโดนไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่า"รุ่นพี่"ด่าอีกหรือ(ประมาณว่า พ่อแม่ ครู สอนกูมาไม่พอสินะ)

 

(เ้รื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ณ มหาลัยแห่้งหนึ่งในกรุงเทพ)

..นอกห้องเชียร์..

รุ่นพี่ : น้องคะ วันนี้อย่าลืมเข้าห้องเชียร์ด้วยนะคะ

..ในห้องเชียร์..

รุ่นพี่่(คนเดิม) : ยิ้มหาพระแสงอะไร ใครเป็นพี่คุณ เขารับคุณเป็นน้องแล้วหรือ

..นอกห้องเชียร์(อีกรอบ).. 

รุ่นพี่(คนเดิมอีกแหละ) : พี่ขอโทษจริงๆ(หน้าตาบริสุทธิ์ใจมาก) พี่ไม่อยากทำหรอกนะ แต่มันเป็นประเพณี

 

 

อ๊ะๆ ประเพณี

นั่นแน่.. คำยอดฮิตของ ประเทศไทย

ขอโทษอย่างนั้น เท่ากับสำนึกผิดใช่ไหม? ถ้าสำนึกผิดแสดงว่า รู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิด และหากรู้ว่าสิ่งที่ทำไปผิด ทำไมยังทำ

อ้าง ประเพณี.. ความจริง คุณไม่ทำตามก็ได้ ถ้าประเพณีมันอัปรีย์

โอ้ ปัญญาชน ปัญญาเจ้ามี แล้วทำไมไม่จักใช้

..

 

แต่ก็อย่างว่าแหละ คนบ้านนี้เมืองนี้ ขี้กลัว

(กลัวรุ่นพี่และผองเพื่อนไม่ยอมรับ ก็เลยยอมเป็นทาสไปเยี่ยงนั้น)

..

 

 

แถมท้ายด้วยนี่..

หลายคนคงเคยขึ้นรถไฟฟ้า(ไม่ใช่คันสีส้มจอดริมเสาไฟนะ)

เรื่องนี้โคตรฮาเลยนะ จะบอกว่า.. เมืองไทยมีตั๋วเดือนรถไฟฟ้า.. ที่นับเป็นเที่ยวหวะ

ซื้อตั๋วเดือน = นั่งได้ 30 เที่ยว.. ใช้อะไรคิด

 

 

ปล. ตอนแรกจะใช้หัวข้อว่า "เรื่องเหี้ยๆ" แล้ว

.. แต่ผมก็กลัวบล็อกมาสเตอร์เหมือนกัน

เราเป็น.. อารยะ

posted on 25 Jun 2008 14:18 by diewelt

ผมอยู่ที่นี่

พวกเขาบอกผมว่าตึกรามบ้านช่องสูงๆ หมายถึงเรา.. เจริญแล้ว

เราจึงเป็น อารยชน 

 

อารยชนอย่างเรา ถูกปลูกฝังมาว่า เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร.. แต่เราเป็นทาสอเมริกัน

อารยชนอย่างเรา เจอรถติดทุกวัน.. แต่ไม่เคยคิดไปนั่งรถเมล์

อารยชนอย่างเรา มีมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง.. ที่ยังมีการก่นด่านิสิตใหม่

อารยชนอย่างเรา มีมหาวิทยาลัยที่ตั้งมาให้ประชาชนพึ่งพิง.. แต่มีพลังแค่ตอนแข่งบอล

อารยชนอย่างเรา ทำเป็นห่วงเรื่องโลกร้อน แต่ยังคงฟุ่มเฟือย

อารยชนอย่างเรา มีสภาที่มีนโยบายหลักหนึ่งเดียว.. คือแขวะฝ่ายตรงข้าม

อารยชนอย่างเรา มีแบบเรียนภาษาไทย สังคม.. ไว้ปลูกฝัง"อะไรบางอย่าง"

อารยชนอย่างเรา กดขี่คนจน บูชาคนรวย

อารยชนอย่างเรา มีภาพยนตร์ไว้สร้าง"มายาคติ"

อารยชนอย่างเรา ชอบคิดว่า.. เขาเกิดมาสูงศักดิ์ ถ้ายอมลำบาก.. เขาเป็นคนดี 

อารยชนอย่างเรา ต้องยืนในโรงภาพยนตร์

อารยชนอย่างเรา ถ้าไม่หลิ่วตาตามคือ "ไอ้ชาติชั่ว" 

อารยชนอย่างเรา ปิดถนน.. เพื่อไม่ให้คนกลุ่มหนึ่งเจอรถติด

อารยชนอย่างเรา ปิดกั้นการแสดงความเห็น

อารยชนอย่างเรา เอาเงินสามร้อยล้านไปเผา

อารยชนอย่างเรา พอใจในสิ่งที่เป็นขณะนี้..

 

เพราะเราเป็น.. อารยชน